การวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจด้วยปัจจัยภายนอกโดยโมเดล PESTEL analysis
เพราะต่อให้นักธุรกิจจะเก่งแค่ไหน สินค้าบริการที่คิดไว้จะโดนใจผู้บริโภคแค่ไหน หลายๆครั้งเราต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจนั้นมีปัจจัยภายนอก ทั้งดินฟ้าอากาศ โรคภัย การประท้วง หลายสิ่งหลายอย่างที่เราอาจจะคุมไม่ได้หากไม่ได้เตรียมการรองรับมันไว้ก่อน
ประโยชน์และความสำคัญของ PESTEL analysis นั้นสามารถช่วยเจ้าของกิจการได้ดังต่อไปนี้
- วางแผนการตลาด
- การพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ
- วางแผนแคมเปญโปรโมทสินค้าและบริการ
- การปรับเปลี่ยนทิศทางขององค์กร
ในบทความวันนี้ โอ้โหเลยอยากมาเล่าให้ฟังถึง 6 ปัจจัยภายนอกที่สำคัญที่เจ้าของกิจการทุกคนควรเตรียมรับมือไว้ก่อนเนิ่นๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นทั้งอุปสรรคและโอกาสในการทำธุรกิจ จะได้ไม่เกิดเหตุการลูกค้าหาย ยอดตก ธุรกิจซบเซาจนต้องนั่งตบยุงแบบหงอยๆ โดยโมเดล PESTEL Analysis ประกอบไปด้วย 6 ปัจจัย ในด้านต่างๆ ตามด้านล่าง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เครื่องมือการวางแผนกลยุทธ์อื่นๆ เช่น SWOT analysis ได้เช่นกัน
P Politic หรือการเมือง
คือปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวกับการเมือง ความมั่นคงของรัฐบาล นโยบายของรัฐบาลที่ออกโดยประเทศที่ทำธุรกิจ ปัจจัยภาษี ปัญหาคอรัปชั่น ข้อจำกัดทางการค้า เสถียรภาพทางการเมืองว่ามีการประท้วง ปิดถนน กระบวนการทำงานและระยะเวลารอคอยของราชการที่ส่งผลให้การขอเอกสาร จดทะเบียนต่างๆ ที่เชื่อช้า ทั้งหมดนี้สามารถกระทบธุรกิจของเราได้หมด ดังนั้นการจะวางแผนธุรกิจใดๆ ก็ตามควรจะคำนึงด้วยว่านโยบายเศรษฐกิจการเมือง ณ ตอนนั้นว่าจะส่งผลดีหรือร้ายต่อธุรกิจของเราหรือไม่
ตัวอย่างที่น่าสนใจ
- นโยบาย Thailand 4.0 ที่ช่วยให้ SMEs ไทยสามารถตั้งตัวได้ พร้อมการให้ทุนสนับสนุนในด้าน Digital transformation ต่างๆ เพื่อช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถสร้างหรือใช้เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการของตนได้
E Economics หรือ เศรษฐศาสตร์
ปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์และการเงินนั้นเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญลำดับต้นๆ ที่สามารถส่งผลกระทบต่อหลายธุรกิจ ทั้งอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ดอกเบี้ยธนาคาร ราคาน้ำมัน ราคาหุ้น ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ อัตราว่างงานที่สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภค
ตัวอย่างที่น่าสนใจ
- บริษัทตัดสินใจเพิ่มราคาสินค้าเพราะเงินเฟ้อ
- ราคาต้นทุนสายการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นหากราคาน้ำมันโลกเพิ่ม
- ต้นทุนแรงงานที่ต้องเพิ่มหากขาดแรงงานในประเทศ
S Social หรือ สังคม
ปัจจัยทางสังคมที่ควรจะนำมาพิจารจาณาในการทำธุรกิจมีมากมาย เพราะ Social norm นั้นส่งผลถึงพฤติกรรมผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น โรคภัยระบาด Covid-19 จำนวนประชากร อัตราการเสียชีวิต อายุขัยเฉลี่ยประชากร ทัศนคติในเรื่องอาชีพ มุมมองของประชาชนต่อรัฐบาล ทัศนคติต่อการใช้ชีวิต วัฒนธรรมต่างๆ
ธุรกิจที่ค้าขายต่อผู้บริโภคโดยตรง(B2C) นั้นอาจจะกระทบมากกว่าและเร็วกว่าธุรกิจที่ขายให้ธุรกิจอื่น (B2B) แต่ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจ B2B จะมองข้ามปัจจัยทางสังคมไปอย่างสิ้นเชิง เพราะปัจจัยเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบทางอ้อมกับธุรกิจเป็นห่วงโซ่ได้เช่นกัน
ตัวอย่างที่น่าสนใจ
- อาชีพคนงานก่อสร้างที่ไม่เป็นที่นิยมสำหรับคนไทย ทำให้ต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาเยอะมาก
- ช่วงที่มีโรคระบาดอย่างโควิดทำให้ผู้บริโภคเลิกหรือลดกิจกรรมทางสังคมที่แต่ก่อนเคยป๊อปปูล่า เช่นการดูหนังในโรง ทำให้ธุรกิจ Streaming ดูหนังจากแอปพลิเคชั่นบูมขึ้นทันที
- ลดเว้นการท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศเพราะต้องการประหยัดเงิน อีกทั้งกระบวนการต่างๆ ยุ่งยากมากขึ้น ทำให้กระทบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจนำท่องเที่ยว
- เทรนด์ Live commerce เฟื่องฟู เพราะผู้บริโภคชอบความสนุกสนานและการเข้ามามีส่วนร่วมกับผู้ขาย ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวมาขายออนไลน์มากขึ้น
- ผู้บริโภคไทยนิยมใช้แชทในการติดต่อสื่อสารมากขึ้น Call center ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ทำให้เจ้าของธุรกิจต้องใส่ใจการบริการดูแลลูกค้าผ่านการช่องทางแชท
T Technology หรือ เทคโนโลยี
ปัจจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่นำมาวิเคราะห์ว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจเรามากน้อยแค่ไหน เช่นการพัฒนาของเทคโนโลยี เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร นวัตกรรมใหม่ๆ การเข้ามาของดิจิทัลและ AI
ตัวอย่างที่น่าสนใจ
- หลายบริษัทตัดสินใจลดทรัพยากรแรงงานคนลงเพราะการนำเทคโนโลยีมาใช้ในสายการผลิตรวดเร็วและแม่นยำมากกว่า
- Gen Z ใช้ Tiktok มากขึ้น ทำให้แบรนด์ต้องปรับตัวมาโฆษณาใน Tiktok ด้วย
- บริษัทตัดสินใจที่จะแปลงไฟล์ข้อมูลทางกายภาพของตนให้เป็นดิจิทัลทั้งหมด เพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลของบริษัทนั้นเร็วขึ้น
E Environmental หรือ สิ่งแวดล้อม
ปัจจัยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลกระทบต่อระบบนิเวศต่อธุรกิจ ซึ่งปัจจัยนี้มักจะโดนมองข้ามบ่อยๆ เพราะอาจจะดูไม่สำคัญเท่าปัจจัยอื่นที่กล่าวมาข้างต้น หลายธุรกิจจึงไม่ได้มีการเตรียมการวางแผนไว้ก่อน เพราะมองข้ามโอกาสที่จะเกิด ทำให้เตรียมป้องกันได้ช้า พอเวลามีเหตุฉุกเฉิน อาทิ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม สึนามิ ทำให้หลายธุรกิจต้องปิดตัวลงอย่างน่าเสียดาย
ซึ่งปัจจุบันเราให้ความสำคัญเกี่ยวกับดูแลรักษาโลกและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ธุรกิจที่เป็น Environmental friendly จึงเริ่มได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ปัจจัยนอกเหนือจากภัยพิบัติที่เจ้าของธุรกิจควรจะคำนึงถึงคือ กฏหมายด้านสิ่งแวดล้อม ทัศนคติของคนที่มีต่อสิ่งแวดล้อม สภาพอากาศ โลกร้อน มลพิษ เพื่อให้เห็นถึงขอบเขต และแนวทางในการทำธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น
ตัวอย่างที่น่าสนใจ
- ธุรกิจต้องชะลอการส่งผลผลิตเนื่องจากภัยแล้งกระทันหัน
- ฝุ่น PM 2.5 ทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะไม่นั่งทานอาหารนอกบ้าน Outdoor แต่เลือกที่จะนั่งในร้าน Indoor มากกว่า
L Legal หรือ กฎหมาย
ปัจจัยเรื่องกฏหมายนั้นมักจะต้องนำมาประเมินควบคู่ไปกับปัจจัยทางการเมือง ในการดำเนินการทางกฏหมายแต่ละประเทศนั้นต่างกันไป กรณีที่เห็นชัดที่สุดคืออย่างกัญชา ที่สมัยก่อนประเทศเราถือว่า
ผิดกฏหมาย ตอนนี้ผ่อนปรนให้ทั้งภาคเอกชนและรัฐสามารถใช้ผลผลิตจากกัญชาได้ แต่ก็มีข้อบังคับที่จำกัด ดังนั้นการจะทำธุรกิจเสนอขายบริการหรือสินค้าใดจำต้องคำนึงถึงกฏหมายเฉพาะถิ่นเป็นหลัก นอกจากนี้กฏหมายในที่นี้ยังรวมไปถึงกฏหมายแรงงาน กฏหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฏหมาย กฏหมายเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในการผลิตต่างๆ กฏหมายต่อต้านการผูกขาด กฏหมายลิขสิทธิและสิทธิบัตร กฏหมายเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย
ตัวอย่างที่น่าสนใจ
- ภาษีน้ำตาลที่ปรับสูงขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มราคาสินค้าเครื่องดื่ม
- ร้านอาหารถูกสั่งให้ปิดตัวลงเพราะไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยและความสะอาดของรัฐ
-
จะเห็นได้ว่าการนำโมเดลกลยุทธ์ PESTEL มาปรับใช้กับธุรกิจ สามารถช่วยวิเคราะห์ทั้งก่อนการออกกลยุทธ์ในแคมเปญโครงการต่างๆ หรือการออกไลน์สินค้าและบริการใหม่ๆ ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น
ซึ่งเวลานำแต่ละปัจจัยมาวิเคราะห์เราควรนำทั้งแง่ดี(โอกาส) และแง่ร้าย(อุปสรรค) มาช่วยกันประมวลผลเพื่อจะได้วางแผนธุรกิจได้อย่างรอบคอบ อุดทุกช่องโหว่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
อ้างอิง
https://corporatefinanceinstitute.com/resources/knowledge/strategy/pestel-analysis/
https://pestleanalysis.com/what-is-pestle-analysis/
https://www.analyticssteps.com/blogs/what-pestle-analysis